SP_Ladplakao62's profileA Small Home On Cyber Wo...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
A Small Home On Cyber World :This is a place where you can visit any time you like. I'm so sorry for anyone who cannot read/understand Thai language, however; you can leave your messages for me in English so that I can visit yours. Million thanks for visitting this space. |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
VISIT SAMCHUK - 100 YEAR MARKETเที่ยวสามชุก-ตลาดร้อยปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ “สามชุก-ตลาดร้อยปี” จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ชาวชุมชนสามชุกและตลาดเก่าร้อยปีเพิ่งจะได้รับมอบรางวัล อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมระดับดี (Award of Merit) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคปี 2552 จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 โดยได้รับพิจารณาว่าเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ได้ทำการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เป็นชุมชนที่เข้มแข็งจนสามารถพลิกฟื้นคืนชีพให้แก่วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวชุมชนกลับมาได้สำเร็จ ผมก็อดภูมิใจแทนชาวชุมชนสามชุกไม่ได้ เพราะความร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสิ่งปลูกสร้างให้คงอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับของเดิมเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้วได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกแล้ว แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากก็คือ ต่อไปก็จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนกันมาที่นี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวก็มีทั้งคนที่ดีและคนมักง่าย ผมมีโอกาสได้สนทนากับคนในชุมชนสามชุกซึ่งเขาก็เป็นห่วงเหมือนผมเช่นกัน เพราะเดี๋ยวนี้ของที่นำมาขายในตลาดสามชุกไม่ใช่สินค้าพื้นเมืองอย่างที่เราเข้าใจ จะมีร้านค้าดั้งเดิมจริงๆ ไม่กี่ร้าน นอกนั้นเป็นของจากที่อื่นนำเข้ามาขาย แต่มีการโฆษณาสรรพคุณว่าเป็นของตลาดสามชุก ผมก็ได้แต่หวังว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น คงจะไม่ทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของที่นี่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่ชาวชุมชนสามชุกแท้ๆ เขาเป็นห่วง ในเมื่อชาวชุมชนสามชุกเขาได้ลำบากกว่าจะสามารถรักษามรดกทางวัฒนธรรมและพลิกชีวิตเศรษฐกิจของที่นี่ขึ้นมาอีกครั้ง ก็อยากขอร้องให้นักท่องเที่ยวตลอดจนพ่อค้าแม่ขายอย่ามักง่ายหรือเห็นแก่รายได้จนลืมไปว่า กว่าจะมาเป็นสามชุกวันนี้ชาวชุมชนสามชุกเขาต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง ถ้าจะถามว่า อาคารบ้านเรือนและตลาดเก่าๆ แบบที่เห็นที่สามชุกนั้น มีที่อื่นอีกมั๊ยในเมืองไทย ตอบได้เลยว่ามีเยอะไปครับ มีแทบทุกจังหวัดนั่นแหละ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ชุมชนสามชุกแตกต่างจากชุมชนอื่นๆ ที่เราเคยเห็นมาก็คือที่นี่จะไม่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่สิ่งปลูกสร้างเก่า แต่จะใช้วิธีการบูรณะหรือซ่อมแซมให้เหมือนของเดิมมากที่สุด เพื่อให้สามารถใช้งานต่อไปได้ การได้มาเดินซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ก็ไม่ต่างกับการได้ย้อนอดีตกลับไปกว่า 100 ปี เพราะเราจะได้เห็นของใช้ ของตกแต่งบ้านในสมัยโบราณ ขนมโบราณที่จะหาซื้อรับประทานที่อื่นไม่ค่อยจะได้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในซอยเทศบาล 2 คือบ้านขุนจำนงจีนารักษ์ ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บข้าวของโบราณให้ผู้สนใจได้ชมเพื่อศึกษาหาความรู้ และในซอยเดียวกันยังมีโรงแรมที่ยังคงเป็นอาคารไม้แบบดั้งเดิม ชื่อว่าโรงแรมอุดมโชค ถ้าใครอยากได้บรรยากาศนอนโรงแรมย้อนยุคก็น่าจะลองมานอนดูสักคืนนะครับ เผื่อจะนึกถึงอดีตกาลของเราขึ้นมาก็ได้ ภาพต่อไปนี้เพิ่งถูกถ่ายเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2552 แต่เพื่อให้เข้าบรรยากาศย้อนอดีตกลับไปกว่า 100 ปี ก็เลยใช้เทคนิคทางด้านการตกแต่งภาพให้ดูเก่าๆ นะครับ แต่ถ้าอยากดูภาพสีธรรมชาติก็ดูได้ที่อัลบั้มรูปภาพข้างบนครับ
GOOD THINGS AT HUA HINสิ่งดีๆ ที่หัวหิน ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปร่วมงาน “ขอบคุณลูกค้าวีไอพี” ของ มิชลิน ที่ได้พาลูกค้าวีไอพีที่เป็น End User ไปพักผ่อนร่วมกันที่หัวหิน ซึ่งนอกจากจะพาเข้าไปชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และยังได้ทานอาหารเย็นในแบบฉบับไฮโซย้อนยุค ณ หน้าบ้านของเจ้าพระยารามราฆพแล้ว หนึ่งในกิจกรรมนั้นคือการแข่งขันกอล์ฟด้วย ซึ่งทางมิชลินได้จัดให้ลูกค้าที่สนใจในกีฬากอล์ฟเข้าร่วมการแข่งขันที่สนามกอล์ฟเปิดใหม่ชื่อว่า บันยัน หัวหิน ซึ่งก็มีนักกอล์ฟฝีมือดีๆ เข้าร่วมการแข่งขันด้วยหลายท่าน ผลปรากฏว่าผมได้ถ้วยรางวัลด้วยครับ (อย่าเพิ่งทำหน้าแบบไม่เชื่อก่อนสิครับ อิอิ) ได้จริงๆ ครับ ตั้งแต่เล่นกอล์ฟมาก็ครั้งนี้แหละที่ได้ถ้วยรางวัลนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลที่ทำยากที่สุด เพราะจะตั้งได้ทำคงทำไม่ได้ คนที่เล่นกอล์ฟคงทราบนะครับว่าที่ผมกำลังพูดถึงคือรางวัลอะไร นั่นคือ “รางวัลบู้บี้” หรือรางวัลรองบ๊วย หรือรองที่สุดท้ายของการแข่งขันครั้งนั้นนั่นเอง ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้จะภูมิใจดีหรือเปล่าเนอะ แต่ได้รับมาก็แปลกดี อย่างน้อยก็เป็นความทรงจำดีๆ ที่ได้ร่วมเข้าแข่งขันในรายการที่ทางมิชลินเป็นผู้จัด แต่จะว่าไป ถ้วยก็น่ารักดีนะครับ รูปหมูกำลังจะกินลูกกอล์ฟ สงสัยจะสื่อความหมายว่าคนได้ถ้วยรางวัลนี้ ฝีมืออ่อนมากๆ ฮ่าๆๆๆๆ การอัพเดตบล็อกวันนี้ก็ไม่มีอะไร เห็นว่าห่างหายไปนาน เลยแวะนำรูปมาฝากให้กันดูเท่านั้นครับ
ARTIFICIAL VIRGINITY HYMENเยื่อพรหมจารีเทียม เห็นหัวข้อเรื่องที่ผมจะเขียนในวันนี้ คงอาจจะทำให้หลายคนงงๆ ได้ว่า ผมกำลังจะเขียนเรื่องอะไรกันแน่ สาเหตุที่ทำให้ผมนำเรื่องนี้มาเขียนลงบล็อกก็สืบเนื่องมาจากที่ผมบังเอิญได้เข้าไปอ่านข่าวของฟ็อกซ์นิวส์โดยมีหัวข้อข่าวประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ว่า Egytian Lawmakers to Ban Kit That Helps Women Fake Virginity หรือพอจะแปลเป็นไทยให้เข้าใจได้ว่า "ผู้ออกกฎหมายชาวอียิปต์เตรียมที่จะต่อต้านการนำเข้ามาของชุดผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยทำให้สุภาพสตรีตบตาสุภาพบุรุษได้ว่ายังบริสุทธิ์อยู่" ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าชาวอียิปต์ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และตามขนบธรรมเนียมประเพณีแล้ว การที่สุภาพสตรีไปมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรสนั้นถือว่าเป็นกระทำผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง จึงทำให้สุภาพสตรีที่พลั้งเผลอไปมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรสต้องลักลอบไปทำสาว หรือศัพท์ทางการเรียกว่า hymenoplastry คือการทำศัลยกรรมเพื่อซ่อมแซมเยื่อพรหมจารีใหม่ให้ดูเหมือนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แต่การทำศัลยกรรมเช่นนั้นก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้กลายมาเป็นที่นิยมในเวลาอันรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่า "Artificial Virginity Hymen Kit" ผลิตจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า "Gigimo" ตามข่าวที่ฟ็อกซ์นิวส์นำมาลงบอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้นำเข้ามาจากประเทศจีน ด้วยความสงสัยจึงทำให้ผมอดที่จะต้องค้นหาต่อไปไม่ได้ว่า แล้วจริงๆ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มันก่อกำเนิดมาจากไหน แล้วมันใช้ยังไง เพราะดูเครื่องหมายการค้าแล้วไม่น่าจะเป็นของจีน ตอนนั้นผมเดาเอาไว้ว่าน่าจะเป็นของญี่ปุ่นมากกว่า แล้วความกระจ่างก็เกิดขึ้นเมื่อผมเข้าไปที่เว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์นี้โดยตรงนั่นคือ gigimo.com แล้วค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Artificial Viginity Hymen ก็จะเห็นรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งได้เขียนอธิบายสรรพคุณและวิธีใช้ไว้ด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ผมตะลึงหลังจากได้อ่านคำอธิบายสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้วก็คือ เขามีอ้างอิงประเทศไทยด้วย และนี่คือส่วนหนึ่งที่เขาเขียนเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ ผมได้แปลมาให้อ่านคร่าวๆ ดังนี้ครับ ไม่ต้องกังวลกับการเสียความบริสุทธิ์ (เสียพรหมจรรย์) อีกต่อไป ด้วยผลิตภัณฑ์ตัวนี้ คุณสุภาพสตรีสามารถทำให้คืนแรกของคุณกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่ค่อยๆ สอดเยื่อพรหมจารีเทียมตัวนี้เข้าไปในช่องคลอดแล้วมันจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้นทำให้รู้สึกกระชับ เมื่อชายที่รักของคุณสอดใส่เข้าไป ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็จะแตก ทำให้ของเหลวที่ดูเหมือนเลือดไหลออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ คุณสุภาพสตรีก็เพียงแต่เพิ่มเสียงร้องครวญครางเข้าไปอีกนิด เท่านี้ก็จะทำให้ผ่านคืนนั้นไปได้อย่างไม่มีใครสามารถจับเท็จได้ ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตขึ้นจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1993 และได้รับความนิยมมากในประเทศไทยในราวปี ค.ศ. 1995 ปัจจุบันได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เอเชียใต้ และประเทศในแถบตะวันออกกลาง วิธีใช้ - เปิดซองแล้วนำเยื่อพรหมจารีเทียมออกมาถูไปถูมา แล้วค่อยๆ สอดเข้าไปในช่องคลอด ถ้าช่องคลอดแห้ง ก็ให้นำเยื่อพรหมจารีเทียมนี้ไปจุ่มน้ำซะก่อนแล้วค่อยใส่เข้าไปให้เร็วที่สุด - เมื่อใส่เข้าไปได้แล้วให้ปล่อยไว้ประมาณ 15 - 20 นาทีก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ - และหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้วให้ทำความสะอาดช่องคลอด ขนาดบรรจุ 1 กล่องจะมีเยื่อพรหมจารีเทียม 2 ชิ้น ราคาขายอยู่ที่ 29.90 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,000 บาท ![]() ![]() ที่นี้ก็ชัดเจนแล้วละครับว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เคยมีคนนำเข้ามาขายในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 หรือประมาณ 14 ปีมาแล้ว และผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็คือญี่ปุ่นจริงๆ แต่ผู้จัดจำหน่ายคือจีน ก็อดสงสัยตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมเราตกข่าวนี้หนอ แล้วนี่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายจะถูกคุณสุภาพสตรีตบตาไปแล้วกี่รายก็ไม่รู้ แต่ทางที่ดี ถ้ารักกันจริงก็อย่าหลอกกันเลยนะครับ บอกกันตรงๆ จะดีกว่า เพราะจะได้ไม่รู้สึกว่าต้องเก็บความลับไปตลอดชีวิต ผมเชื่อว่าถ้ารักกันและเข้าใจกัน สิ่งนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคู่หรอกครับ แต่มันคือความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ซึ่งกันและกันมากกว่า ที แรกก็ตัดสินใจอยู่นานว่าจะนำเรื่องนี้มาเขียนดีหรือเปล่า แต่หลังจากลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตแล้วแทบจะไม่มีเรื่องนี้อยู่เลยในเว็บไทยๆ จะมีก็แต่เว็บต่าง ประเทศ ก็จึงตัดสินใจนำมาเขียน อย่างน้อยคนที่ยังไม่รู้ก็จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้โลกเรามันพัฒนากันไปทุกด้านจริงๆ ส่วนใครมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็ร่วมแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ หรือสุภาพสตรีท่านใดเคยนำไปใช้แล้วได้ผลยังไงจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ BACK TO THE NATURE - CONTINUEDกลับคืนสู่ธรรมชาติ - ต่อจากตอนที่แล้ว เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน นี่ก็เกือบจะ 3 เดือนหลังจากที่ผมได้อัพเดตบล็อกก่อนหน้านี้แล้วซินะ วันนี้ก็เลยถือโอกาสเข้ามาอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง Back To The Nature สักหน่อยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ที่แน่ๆ ก็จะเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้เริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะต้นกล้วยที่ปลูกไว้ริมกระท่อมที่พักเริ่มออกหน่อขึ้นมาต้นละ 2 - 3 หน่อ ก็คิดอยู่ว่าจะขุดเอาหน่อที่ขึ้นมาใหม่ไปปลูกเพิ่มเติมอีกจะดีหรือเปล่า เพราะยังมีที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้นอีกเยอะ แต่ก็ยังไม่มีแรงไปทำ ฮ่าๆๆๆ เพราะตอนนี้เพิ่งจะต่อแพเสร็จ แพที่ว่านี้ผมใช้ถังน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นถังเปล่าขนาดจุ 200 ลิตร มีความสูง 90 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. จำนวน 9 ใบมาใช้ทำเป็นทุ่นให้แพลอยน้ำได้ ซึ่งจะได้แพขนาด 3 X 4 เมตร ทำกัน 2 คนพ่อลูก (หมายถึงตัวผมเองกับคุณพ่อที่อายุจะ 80 ปีอยู่แล้ว) ใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ก็ได้แพมานอนเล่นกลางบ่ออย่างที่เห็นในภาพ (ใครสนใจอยากได้แบบติดต่อได้นะครับ) การที่ผมตัดสินใจใช้เวลาว่างมาทำสวนที่บ้านเกิดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 - 4 วัน ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง ประการแรก คาดว่าในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ก็คงจะมีสวนไม้ผล ไม้ดอกยืนต้น และไม้ยืนต้นที่ร่มรื่นเอาไว้พักผ่อนและเก็บผลไว้รับประทานเอง หรือเอาไว้แบ่งปันเพื่อนบ้านหรืออาจจะเหลือขายได้บ้าง ประการที่สอง ทำให้ผมได้กลับไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มชรามากแล้วได้บ่อยขึ้น เรียกว่าเกือบทุกสัปดาห์ก็ว่าได้ ดูเหมือนท่านทั้งสองจะมีความสุขมากที่ได้เห็นผมกลับไปหาท่านบ่อยๆ ประการที่สาม ทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ได้ออกกำลังกายด้วยการปลูกผัก เก็บผักเก็บผลไม้ไปขาย ท่านก็ไม่เหงาเพราะการที่นำผักผลไม้ที่ปลูกไว้เองออกไปขายตามตลาดนัด ท่านก็จะได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากมายที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งส่วนมาก ก็จะรู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ท่านยังต้องเป็นคนเฝ้าสวนที่ช่วยดูแลสวนเป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อได้ออกกำลังกายทุกวัน และมีผักปลอดสารไว้รับประทานเอง ก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน สุขภาพจิตก็ดี จะได้อยู่กับเรานานๆ แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มสุดๆ แล้วครับ ส่วนประการสุดท้ายก็คือ ผมได้ออกกำลังกาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้มองเห็นต้นไม้และทุ่งนาสีเขียว และได้รับประทานอาหารจำพวกพืชผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษอีกด้วย ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะให้ลูกๆ ทั้งหลายที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ต่างจังหวัด แล้วตัวเองต้องมาทำงานหรือมีครอบครัวของตัวเองอยู่ในกรุงเทพ หรือต่างเมืองได้ลองคิดดูว่า ถ้าพอจะมีที่ทางอยู่บ้างก็น่าจะกลับไปทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เราได้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายจากลูกหรอกครับ เพียงแค่เห็นลูกกลับไปเยี่ยมเยียนบ้างแค่นั้นท่านก็มีความสุข และเป็นการต่ออายุให้ท่านได้แล้ว อย่ามัวแต่ทำงาน หรืออ้างว่าไม่มีเวลา หรืออยู่กับครอบครัวของตัวเองจนลืมนึกถึงท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อะไรที่เราพอจะทำให้ท่านมีความสุขได้ อย่าได้ผลัดวันประกันพรุ่ง ให้รีบทำทันที เพราะแค่วันเดียวอาจจะสายเกินไป แล้วมันจะเป็นรอยมลทินที่ติดอยู่ในใจของเราไปจนลมหายใจสุดท้าย ซึ่งผมก็ไม่อยากเป็นเช่นนั้น และก็ไม่อยากเห็นลูกๆ ทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หลายคนคงจะเคยดูทีวีช่วงหลังข่าว 2 ทุ่ม แล้วจะมีสกู๊ฟชีวิตมาให้ดู ผมอดน้ำตาร่วงไม่ได้เมื่อนักข่าวเขาไปสัมภาษณ์คนแก่ๆ ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กันตามลำพัง โดยที่ท่านก็มีลูกหลานมากมาย แต่ไม่มีใครเคยแวะเวียนไปหาหรืออุปการะเลี้ยงดูท่านเลย มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่เขาว่า "พ่อแม่เลี้ยงลูกทุกคนได้ แต่ลูกๆ เลี้ยงพ่อกับแม่แค่สองคนไม่ได้" ก็ได้แต่หวังว่าใครที่เผลอเข้ามาอ่านเรื่องราวในบล็อกนี้คงจะได้คิดอะไรบ้างนะครับ อย่าปล่อยให้อะไรมันสายเกินไปเพียง เพราะเราคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา หรือมีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องส่วนตัวของเราเอง เฮ้อ... เขียนกับเรื่องทำสวนอยู่ดีๆ ทำไมออกนอกเรื่องไปได้ก็ไม่รู้ คิดว่าใครที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะไม่งงนะครับ ผมไม่ใช่นักเขียนก็แบบนี้แหละ นึกอะไรขึ้นมาได้ก็เขียนไปเรื่อยๆ เอาไว้นึกอะไรออกอีกจะแวะเข้ามาเขียนต่อนะครับ วันนี้ขอแค่นี้ก่อน อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบ้านน้อยในโลกไซเบอร์แห่งนี้ยังมีเจ้าของคอยดูแลอยู่ และไม่ได้ปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าแต่อย่างใด ถึงแม้ผู้คนมากมายที่เคยแวะผ่านเข้ามาทักทายกัน นับวันมีแต่จะห่างหายกันไปตามกาลเวลาก็ตาม ผมก็จะอยู่ตรงนี้ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจและทาง Windows Live Spaces ยังให้บริการอยู่ BACK TO THE NATUREกลับคืนสู่ธรรมชาติ
ไหนๆ ก็แวะมาแล้ว ก่อนจากกันไป ช่วยฝากข้อความเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ด้วยนะครับ
จะเป็นข้อแนะนำ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือจะลงนามไว้เฉยๆ ก็ยินดีน้อมรับทุกข้อความด้วยความเต็มใจ อย่างน้อยก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของมิตรภาพที่จะสามารถสานต่อไปได้ในอนาคต Once you come here, before leaving please leave me any messages.
They can be any suggestions, idea exchanges, or just your name and URL of your space. All messages are welcomed. This will be a starting point for our friendship on this cyber world.
|
ลิงค์ของเว็บไซต์ที่เข้าบ่อย
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|