SP_Ladplakao62's profileA Small Home On Cyber Wo...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
A Small Home On Cyber World :This is a place where you can visit any time you like. I'm so sorry for anyone who cannot read/understand Thai language, however; you can leave your messages for me in English so that I can visit yours. Million thanks for visitting this space. |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
BACK TO THE NATUREกลับคืนสู่ธรรมชาติ
4TH ANNIVERSARY OF MY SPACEวันครบรอบ 4 ปี ความจริงวันครบรอบปีที่ 4 ของการทำสเปซนี้ขึ้นมาไม่ใช่วันนี้ แต่เป็นวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา สเปซนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2548 ซึ่งตอนนั้นถือว่ามีผู้คนที่ใช้บริการ Hotmail ให้ความนิยมกันมากมายทีเดียว ทำให้เกิดสังคมหนึ่งขึ้นบนโลกออนไลน์แห่งนี้ เป็นสังคมที่ทุกคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้เพื่อจะได้นำมาใช้ในการพัฒนาและตกแต่งสเปซของตนเองให้ดูน่าสนใจ และนำเสนอเนื้อหาสาระ หรือแม้แต่แบ่งปันภาพถ่ายที่ประทับใจให้แก่กันและกัน จวบจนถึงวันนี้ก็อดที่จะขอบคุณทางทีมงานของ Windows Live Spaces ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีทีมงานนี้พวกเราก็คงจะไม่มีที่ว่าง (Spaces) ให้บรรดาผู้คนที่สนใจจะมีที่ว่างสักที่หนึ่งบนโลกไซเบอร์เอาไว้เขียนเรื่องราวเพื่อแบ่งปันความรู้ หรือประสบการณ์ดีๆ ให้แก่กันและกันได้ใช้ และที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ว่าง (Spaces) นี้แต่อย่างใด ปัจจุบันเว็บไซต์ที่ให้บริการจำพวก Web Log หรือ Blog นั้นได้เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้ผู้ที่นิยมเขียนเรื่องราวลงใน Blog มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้ง Blog ที่ใช้ง่ายๆ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่องภาษาคอมพิวแตอร์อย่าง HTML หรือ Java Script เลยก็สามารถเขียน Blog ได้ ซึ่งก็นับว่าให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น จึงเป็นสาเหตุให้ส่วนแบ่งหรือจำนวนผู้ที่เคยใช้ Windows Live Spaces แห่งนี้ลดจำนวนลงไปด้วย (อันนี้วัดตามความรู้สึกของผมเองนะครับ เพราะดูๆ ว่าคนไทยเข้ามาใช้บริการกันน้อยลง ไม่ค่อยคึกคักเหมือนปีแรกๆ แต่อาจจะมีชาวต่างชาติใช้กันมากขึ้นก็เป็นได้) หรืออาจะเป็นเพราะคนที่เข้ามาใช้บริการแรกๆ เริ่มหมดเรื่องที่จะเขียน หรือเริ่มเบื่อหน่าย ก็ยากที่จะทราบได้ คงต้องเป็นเรื่องของทางทีมงาน Windows Live Spaces เขาจะทำการวิเคราะห์หาสาเหตุกันเอาเอง สำหรับตัวผมเอง ก็เห็นได้ชัดว่า เริ่มมีเวลาให้กับสเปซนี้น้อยลงไปมาก ถ้าใครเคยเข้ามาที่นี่ตั้งแต่ปีแรกๆ ก็จะเห็นว่า สมัยนั้นผมเขียนบล็อกเดือนละอย่างน้อย 4 บล็อกขึ้นไป หรือเรียกว่ามีการอัพเดตบล็อกกันแทบทุกสัปดาห์เลยทีเดียว พออัพเดตปุ๊บก็จะมีเพื่อนๆ เข้ามาอ่านและแย่งกันเข้ามาเขียนคอมเม้นท์เป็นคนแรก ซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นสนุกมาก เพราะเหมือนกับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกไซเบอร์นี้ ในแต่ละวันก็จะมีเพื่อนๆ โดยเฉพาะหลานๆ ขอ Add Mail เข้าไปคุยใน Windows Live Messenger อยู่เรื่อยๆ จนทำให้ใน Contact List นั้นมีจำนวนเป็นพัน เวลาผมออนไลน์ทาง Windows Live Messenger ครั้งใดก็จะเห็นมีเพื่อนๆ ออนไลน์อยู่ไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งก็ยอมรับว่า ผมคุยแทบไม่ทัน เพราะต้องคุยพร้อมๆ กันไม่ต่ำกว่า 10 หน้าขึ้นไป เดี๋ยวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ถึงแม้ยังมีเพื่อนๆ หลานๆ ออนไลน์อยู่จำนวนมากพอสมควร แต่ผมเองกลับไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับใคร อย่างมากก็ได้แค่เข้าไปอ่านเมลหรือตอบเมลเท่านั้น และยิ่งพูดถึงการอัพเดตบล็อก ก็เห็นได้ชัดอีกเช่นกันว่า แทบไม่ได้อัพเดตอะไรเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเขียนนะครับ อยากจะเขียนเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่พอจะนั่งเขียนก็เขียนไม่ออก มันตื้อไปหมดก็เลยต้องปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน หรือถ้าดีหน่อยก็อาจจะเอารูปที่ได้ไปเที่ยวมาตามสถานที่ต่างๆ มาลงไว้ให้ดูกันเท่านั้น แต่วันนี้คงปล่อยไปแบบเดิมไม่ได้ เพราะตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า ครบรอบ 4 ปีแล้ว จะไม่เขียนอะไรเลยก็จะแปลกเกินไป ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาจากการทำสเปซนี้ทำให้ผมได้พบกับหลานสาวคนหนึ่ง ซึ่งแรกๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลานๆ ที่มีความสนใจในเรื่องการทำสเปซทั่วไปที่ขอ Add Mail เข้ามาคุยกับผม เพื่อขอคำแนะนำในการพัฒนาสเปซ แต่หลังจากที่ได้คุยกันทาง Windows Live Messenger ก็ทำให้เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ทำให้เกิดความผูกพัน ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ ด้วยซ้ำ ผมยอมรับว่าไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนกับใครบนโลกไซเบอร์แห่งนี้ แต่กับหลานคนนี้ผมมีความรู้สึกรัก เป็นห่วง และเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตของผมไปแล้ว อาจจะดูไม่เหมาะนักที่ผมจะพูดเรื่องแบบนี้ในสเปซนี้ แต่ก็แค่อยากจะบอกว่า ยังมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมายจากการที่เรามีสเปซเป็นของเราเอง และผมก็ยังคงจะทำสเปซนี้ต่อไปเรื่อยๆ ท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณทีมงาน Windows Live Spaces อีกครั้งที่ได้พัฒนา Web Log ดีๆ ให้พวกเราได้เข้ามาใช้บริการ ถ้าไม่มี Windows Live Spaces ผมก็อาจจะไม่ได้เจอหลานที่น่ารักคนนี้ก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจจะอ่านเรื่องราวในวันครบรอบแต่ละปีก็ลองคลิกเข้าไปอ่านตามลิงค์ข้างล่างนี้ได้เลยนะครับ วันครบรอบปีที่ 3 วันครบรอบปีที่ 2 วันครบรอบปีที่ 1 PENALTY WITH 'LOVE'บทลงโทษด้วย "ความรัก" วันนี้บังเอิญได้รับเมลส่งต่อ (forwarded mails) ซึ่งปกติผมก็จะอ่านมั่งไม่อ่านมั่งแล้วแต่เวลาจะอำนวย แต่มาสะดุดกับหัวข้อเรื่องของเมลที่ว่า “บทลงโทษด้วยความรัก” ก็เลยลองอ่านดูสักหน่อย ซึ่งผมต้องขออภัยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา หรือแปลมาจากต้นฉบับของใคร ยังไงก็ขออนุญาตนำเรื่องราวต่อไปนี้มาเผยแพร่ต่อในบล็อกนี้ เพราะเห็นว่ามีคุณค่าต่อใครอีกหลายๆ คน นะครับ วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด แม้จากระยะไกล ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความหวาดหวั่น รอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก หนังสือคือความรู้ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้ หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน พ่อกลับนั่งลง หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้ แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั้นเสียเอง พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า “ภาษาของแอนดี้เมื่ออายุสองขวบ” ต่อไปนี้ ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมายเหมือนกับที่พี่ๆ ของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกัน ว้าว... ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ? นานๆ ครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า... อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นก็คือ “คนที่เรารัก” ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ลองมองย้อนดูตัวเองในแต่ละวัน เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ และคุณก็ทำสีหน้าตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า “เดี๋ยวผมเทเองก็ได้” นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก น้ำตาใสๆ ก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน และอาหารมื้อนั้นไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว แต่ถ้าคุณบอกเธอว่า “ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไปที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ และได้คิดทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด (จนเทซอสหกใส่ผม) แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั่ง (ทีนี้ตาผมมั่ง) รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้วสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน หรือเนคไทเส้นละหลายๆ พัน แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้ารัก เฝ้าถนอม เฝ้าห่วงใย และคอยแคร์ความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก แล้วคุณล่ะ เคยลงโทษใครด้วย “ความรัก” หรือเปล่า? ได้อ่านเรื่องราวข้างบนนี้แล้ว มีความรู้สึกดีๆ บ่อยครั้งที่คนเราอาจจะเคยตั้งคำถามในใจว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไร ?” เรื่องที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ อาจจะเป็นคำตอบที่คุณกำลังหาอยู่ก็ได้ ARE YOU PROUD OF THIS?พวกคุณภูมิใจกันมากมั๊ยครับ? อยากจะถามดังๆ ไปยังผู้ที่อยู่ในภาพแรกที่ใส่เสื้อสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่ว่า "พวกคุณมีความภูมิใจและมีความสุขมากใช่ไหมครับ ที่ได้รับการยกย่องจากแกนนำของพวกคุณ ว่าทำเพื่อชาติ ทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศ และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตรย์?" พวกคุณเคยคิดหรือเคยฟังเสียงจากคนไทยที่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมกับพวกคุณหรือไม่ว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังภูมิใจอยู่นั้น คนอื่นเขารู้สึกเจ็บปวดขนาดไหน พวกคุณจะประท้วงจะต่อต้านรัฐบาลยังไงคนไทยที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกคุณยังพอทนได้ แต่คุณลองดูภาพอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาพของพวกคุณดูซิครับแล้วยังรู้สึกภูมิใจอยู่อีกหรือเปล่า ... ความจริงผมก็ไม่น่าถาม เพราะคงได้รับคำตอบอยู่แล้วว่า "ก็มาทำหน้าที่เพื่อชาติ ดีกว่าพวกผมที่ไม่ได้ออกไปช่วยพวกคุณ ซึ่งหมายความว่าพวกผมไม่รักชาติเหมือนพวกคุณ ถ้าใครจะเดือดร้อนบ้างเป็นเรื่องปกติ ดีกว่าไม่มีชาติจะอยู่ นี่เรากำลังกู้ชาติอยู่ไม่เห็นหรือไง" ใช่ครับพวกคุณกำลังกู้ชาติตามวิถีทางที่แกนนำของพวกคุณชี้นำ โดยที่พวกคุณไม่เคยแม้แต่จะฟังเสียงของคนอื่นเลย ผมต้องขอขอบคุณพวกคุณมากๆ แล้วอย่าลืมกลับมาช่วยพวกผมกู้ชาติหลังจากเสร็จงานนี้อีกครั้งนะครับ เพราะสิ่งที่พวกคุณได้กระทำไว้ในขณะนี้มันทำให้ชาติเราจมลงก้นมหาสมุทร และคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ปีที่จะสามารถทำให้ชื่อเสียงและเศรษฐกิจของชาติกลับมาเป็นเหมือนก่อนวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ... คงจะสะใจพวกคุณแล้วนะครับ ลองดูภาพอื่นๆ ดูนะครับ พวกเขาผิดอะไรครับ?... พวกเขาบางคนกำลังจะกลับไปบ้านของเขาเพื่อไปเล่าเรื่องราวความประทับใจ (ซึ่งต้องกลายเป็นความทรงจำอันเจ็บปวด) ที่ได้มาเที่ยวเมืองไทยให้กับญาติพี่น้องของเขาฟัง .... พวกเขาบางคนกำลังจะไปหาคนรักที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานแสนนาน ... พวกเขาบางคนกำลังจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ป่วยหนัก ซึ่งไม่รู้จะทันดูใจเป็นครั้งสุดท้ายหรือเปล่า .... พวกเขาบางคนกำลังจะกลับไปหาลูกที่กำลังคอยพ่อแม่ด้วยความคิดถึง ... พวกเขาบางคนกำลังจะไปฮันนีมูนอย่างมีความสุข .... พวกเขาบางคนกำลังจะไปแสวงบุญตามความฝันของเขามาตลอดชีวิต ....พวกเขาบางคนกำลังจะไปเจรจาธุรกิจที่สำคัญของเขา ... พวกเขาบางคนกำลังจะเดินทางไปรักษาตัวยังต่างประเทศ ... แล้วไหนจะเป็นญาติๆ ที่อยู่ในเมืองไทยที่รอการกลับมาของลูกหลานที่ไปอยู่ต่างประเทศอีกละครับ พวกเขาอาจจะจากกันไปหลายปี แต่ไม่สามารถกลับมาได้ เพราะเที่ยวบินถูกยกเลิก.... และอีกหลายๆ อย่างที่ผมคงพรรณนาไม่หมด ...แล้วพวกคุณเป็นใครครับ? ที่มาทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพที่เห็นนี้ ถ้าคนในภาพสักคนเป็นญาติของคุณ ที่คุณกำลังรอการกลับไปของเขาแล้วเขาไม่สามารถกลับไปได้ คุณคงไม่บอกนะครับว่า "ไม่เป็นไร คุณเสียสละได้ เพราะเข้าใจว่านี่คือการกู้ชาติและขับไล่เผด็จการ หรือคนโกงกินประเทศ มันคุ้มแล้ว" เอาเถอะครับ ... เวลามันจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง ว่าสุดท้ายแล้วซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ของชาติไทย แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนทำ ... ความจริงผมก็ไม่อยากจะเขียนเรื่องอะไรทำนองนี้ แต่มันคือความรู้สึกที่อยากจะระบายออกมาทั้งน้ำตาจริงๆ ครับ และยิ่งได้ฟังเพลง Home ของ Michael Buble ประกอบกับภาพต่างๆ ข้างล่างนี้ ... ผมก็ไม่ทราบว่าพวกคุณจะมีความรู้สึกยังไง PSU-PATTANI ALUMNI PARTYประชาสัมพันธ์งาน "เลือดสีบลู ... คืนรูสะมิแล" ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี (มอ. 'ตานี) ทุกรุ่น เย็นวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2551 นี้ พวกเรามีนัดพบปะสังสรรเพื่อย้อนรำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยเรียนกันอยู่ในรั้ว มอ. 'ตานี โดยคณะผู้จัดงานในครั้งนี้จะเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 29 หรือรหัส 39 ซึ่งได้เลือกจัดงานนี้ขึ้นที่ โรงแรมมารวยการ์เดน (ฝั่งตรงข้ามกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ) เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ตามกำหนดการคร่าวๆ ดังนี้ ไหนๆ ก็แวะมาแล้ว ก่อนจากกันไป ช่วยฝากข้อความเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ด้วยนะครับ
จะเป็นข้อแนะนำ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือจะลงนามไว้เฉยๆ ก็ยินดีน้อมรับทุกข้อความด้วยความเต็มใจ อย่างน้อยก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของมิตรภาพที่จะสามารถสานต่อไปได้ในอนาคต Once you come here, before leaving please leave me any messages.
They can be any suggestions, idea exchanges, or just your name and URL of your space. All messages are welcomed. This will be a starting point for our friendship on this cyber world.
|
ลิงค์ของเว็บไซต์ที่เข้าบ่อย
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|