SP_Ladplakao62's profileA Small Home On Cyber Wo...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    BACK TO THE NATURE - CONTINUED



    กลับคืนสู่ธรรมชาติ - ต่อจากตอนที่แล้ว

                 เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน นี่ก็เกือบจะ 3 เดือนหลังจากที่ผมได้อัพเดตบล็อกก่อนหน้านี้แล้วซินะ วันนี้ก็เลยถือโอกาสเข้ามาอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง Back To The Nature สักหน่อยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ที่แน่ๆ ก็จะเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้เริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะต้นกล้วยที่ปลูกไว้ริมกระท่อมที่พักเริ่มออกหน่อขึ้นมาต้นละ 2 - 3 หน่อ ก็คิดอยู่ว่าจะขุดเอาหน่อที่ขึ้นมาใหม่ไปปลูกเพิ่มเติมอีกจะดีหรือเปล่า เพราะยังมีที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้นอีกเยอะ แต่ก็ยังไม่มีแรงไปทำ ฮ่าๆๆๆ เพราะตอนนี้เพิ่งจะต่อแพเสร็จ แพที่ว่านี้ผมใช้ถังน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นถังเปล่าขนาดจุ 200 ลิตร มีความสูง 90 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ซม. จำนวน 9 ใบมาใช้ทำเป็นทุ่นให้แพลอยน้ำได้ ซึ่งจะได้แพขนาด 3 X 4 เมตร ทำกัน 2 คนพ่อลูก (หมายถึงตัวผมเองกับคุณพ่อที่อายุจะ 80 ปีอยู่แล้ว) ใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ก็ได้แพมานอนเล่นกลางบ่ออย่างที่เห็นในภาพ (ใครสนใจอยากได้แบบติดต่อได้นะครับ)


                การที่ผมตัดสินใจใช้เวลาว่างมาทำสวนที่บ้านเกิดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 - 4 วัน ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง ประการแรก คาดว่าในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ก็คงจะมีสวนไม้ผล ไม้ดอกยืนต้น และไม้ยืนต้นที่ร่มรื่นเอาไว้พักผ่อนและเก็บผลไว้รับประทานเอง หรือเอาไว้แบ่งปันเพื่อนบ้านหรืออาจจะเหลือขายได้บ้าง ประการที่สอง ทำให้ผมได้กลับไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มชรามากแล้วได้บ่อยขึ้น เรียกว่าเกือบทุกสัปดาห์ก็ว่าได้ ดูเหมือนท่านทั้งสองจะมีความสุขมากที่ได้เห็นผมกลับไปหาท่านบ่อยๆ ประการที่สาม ทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ได้ออกกำลังกายด้วยการปลูกผัก เก็บผักเก็บผลไม้ไปขาย ท่านก็ไม่เหงาเพราะการที่นำผักผลไม้ที่ปลูกไว้เองออกไปขายตามตลาดนัด ท่านก็จะได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากมายที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งส่วนมาก ก็จะรู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ท่านยังต้องเป็นคนเฝ้าสวนที่ช่วยดูแลสวนเป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อได้ออกกำลังกายทุกวัน และมีผักปลอดสารไว้รับประทานเอง ก็จะทำให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน สุขภาพจิตก็ดี จะได้อยู่กับเรานานๆ แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มสุดๆ แล้วครับ ส่วนประการสุดท้ายก็คือ ผมได้ออกกำลังกาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้มองเห็นต้นไม้และทุ่งนาสีเขียว และได้รับประทานอาหารจำพวกพืชผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษอีกด้วย


                ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะให้ลูกๆ ทั้งหลายที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ต่างจังหวัด แล้วตัวเองต้องมาทำงานหรือมีครอบครัวของตัวเองอยู่ในกรุงเทพ หรือต่างเมืองได้ลองคิดดูว่า ถ้าพอจะมีที่ทางอยู่บ้างก็น่าจะกลับไปทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เราได้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายจากลูกหรอกครับ เพียงแค่เห็นลูกกลับไปเยี่ยมเยียนบ้างแค่นั้นท่านก็มีความสุข และเป็นการต่ออายุให้ท่านได้แล้ว อย่ามัวแต่ทำงาน หรืออ้างว่าไม่มีเวลา หรืออยู่กับครอบครัวของตัวเองจนลืมนึกถึงท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อะไรที่เราพอจะทำให้ท่านมีความสุขได้ อย่าได้ผลัดวันประกันพรุ่ง ให้รีบทำทันที เพราะแค่วันเดียวอาจจะสายเกินไป แล้วมันจะเป็นรอยมลทินที่ติดอยู่ในใจของเราไปจนลมหายใจสุดท้าย ซึ่งผมก็ไม่อยากเป็นเช่นนั้น และก็ไม่อยากเห็นลูกๆ ทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หลายคนคงจะเคยดูทีวีช่วงหลังข่าว 2 ทุ่ม แล้วจะมีสกู๊ฟชีวิตมาให้ดู ผมอดน้ำตาร่วงไม่ได้เมื่อนักข่าวเขาไปสัมภาษณ์คนแก่ๆ ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กันตามลำพัง โดยที่ท่านก็มีลูกหลานมากมาย แต่ไม่มีใครเคยแวะเวียนไปหาหรืออุปการะเลี้ยงดูท่านเลย มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่เขาว่า "พ่อแม่เลี้ยงลูกทุกคนได้ แต่ลูกๆ เลี้ยงพ่อกับแม่แค่สองคนไม่ได้" ก็ได้แต่หวังว่าใครที่เผลอเข้ามาอ่านเรื่องราวในบล็อกนี้คงจะได้คิดอะไรบ้างนะครับ อย่าปล่อยให้อะไรมันสายเกินไปเพียง เพราะเราคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา หรือมีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องส่วนตัวของเราเอง


                เฮ้อ... เขียนกับเรื่องทำสวนอยู่ดีๆ ทำไมออกนอกเรื่องไปได้ก็ไม่รู้ คิดว่าใครที่อ่านมาถึงตรงนี้คงจะไม่งงนะครับ ผมไม่ใช่นักเขียนก็แบบนี้แหละ นึกอะไรขึ้นมาได้ก็เขียนไปเรื่อยๆ เอาไว้นึกอะไรออกอีกจะแวะเข้ามาเขียนต่อนะครับ วันนี้ขอแค่นี้ก่อน อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบ้านน้อยในโลกไซเบอร์แห่งนี้ยังมีเจ้าของคอยดูแลอยู่ และไม่ได้ปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าแต่อย่างใด ถึงแม้ผู้คนมากมายที่เคยแวะผ่านเข้ามาทักทายกัน นับวันมีแต่จะห่างหายกันไปตามกาลเวลาก็ตาม ผมก็จะอยู่ตรงนี้ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจและทาง Windows Live Spaces ยังให้บริการอยู่



          Send e-mail to me       Welcome to My Space


    BACK TO THE NATURE



    กลับคืนสู่ธรรมชาติ

    saraburi02
    บ่อที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อนำดินมาถมที่เพื่อทำการปลูกไม้ยืนต้น มีเนื้อที่ของบ่อประมาณ 1 ไร่ ความลึกของบ่อประมาณ 5 เมตร
              ห่างหายจากการเขียนเรื่องราวต่างๆ ลงบล็อกมานาน วันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชาและเป็นวันหยุดพักผ่อน จึงพอจะมีเวลารวบรวมเรื่องราวที่ห่างหายไปมาเขียนเพื่อเป็นบันทึกความทรงจำไว้ตรงนี้ ถ้าใครที่ยังติดต่อกันอยู่ก็คงพอจะทราบแล้วว่าช่วงระยะเวลา 2 – 3 เดือนที่ผ่าน ผมจะเดินทางไป-กลับ ระหว่างกรุงเทพฯและสระบุรีเกือบทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ก็เพราะผมตั้งใจจะพลิกฟื้นผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดมาทำเป็นสวนไม้ยืนต้นนานาพรรณ เผื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะได้มีธรรมชาติที่ร่มรื่น เหมาะแก่การไปพักผ่อนหย่อนใจในยามที่ต้องการหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง อีกทั้งยังจะเป็นแหล่งศึกษาพันธุ์ไม้ ได้ด้วย แต่การที่จะทำตามที่วาดฝันเอาไว้คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะบริเวณนั้นไม่มีคลองส่งน้ำ หน้าแล้งจะไม่มีน้ำให้ใช้ ถ้าจะทำตามที่คิดไว้ ก็ต้องหาทางก่อนว่าจะทำอย่างไรให้มีน้ำพอใช้ตลอดฤดูที่ไม่มีฝนตก อีกทั้งที่ดินที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้นก็เป็นท้องนาที่รกร้างว่างเปล่า เพราะไม่มีใครทำนา เนื่องจากน้ำไม่ค่อยบริบูรณ์ บางปีทำนาไปแล้วฝนทิ้ง ทำให้ข้าวในนาแห้งตายก็มี เรียกว่าทุนที่ลงไปก็หายไปกับความแล้ง ปัจจุบัน บริเวณรอบๆ ก็กลายเป็นที่ของหมู่บ้านจัดสรรไปเกือบจะหมดแล้ว เนื่องจากการขยายเขตของตัวเมือง ต่อไปก็คิดว่าเจ้าของที่นาเดิมๆ คงจะขายที่นาให้กับนายทุนเพื่อทำเป็นหมู่บ้านจัดสรรหมดแน่ๆ นั่นก็หมายความว่า พื้นที่โดยรอบก็จะเป็นหมู่บ้านจัดสรร คงเหลือแต่ที่ของผม ถ้าหากผมสามารถทำที่ดินแห่งนี้เป็นสวนไม้ยืนต้นนานาพรรณที่ร่มรื่นได้ ก็อาจจะเป็นปอดให้กับชุมชนละแวกนั้นเป็นอย่างดี
              เมื่อคิดได้เช่นนั้น ก็ตัดสินใจลงมือทำโดยการขุดบ่อในเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เพื่อจะได้นำดินที่ได้จากการขุดบ่อเอามาถมที่ที่เหลือ และปรับพื้นที่ให้เรียบเพื่อความสวยงาม โดยถมสูงขึ้นมาประมาณ 60 ซม. ที่ไม่ต้องการถมสูงมาก เพราะเวลาต้นไม้เริ่มมีรากหยั่งลึกลงไปใต้ดิน จะได้มีอาหารจากหน้าดินเดิมที่เป็นทุ่งนา ลำพังดินที่ขุดขึ้นมาจากก้นบ่นนั้นเป็นดินที่เหนียวแน่นไม่มีสารอาหารที่พืชต้องการ และที่ต้องยอมสละพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อทำบ่อก็เพราะต้องการเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ตลอดฤดูแล้ง แต่ก็นั่นแหละครับ ค่าใช้จ่ายในการถมที่ก็พอสมควร ใครที่คิดจะทำแบบผมก็ลองคิดดูก่อนนะครับ ผมจ้างเขามาขุดบ่อแล้วถมที่พร้อมทั้งปรับหน้าดินให้เรียบในราคาไร่ละ 25,000 บาท ถมไป 8 ไร่ก็ 200,000 บาทแล้วครับ แต่ก็ถือว่าไม่แพงนะครับ เพราะจากการสอบถามผู้รับเหมาถมที่หลายๆ รายจะอยู่ที่ไร่ละ 60,000 บาท ถมสูง 1 เมตร ถ้าเราถมสูงแค่ 60 ซม. ก็จะอยู่ที่ 36,000 บาท ทั้งๆ ที่เอาดินมาจากที่เราเองนะครับ saraburi03
    หลังจากที่ปลูกต้นไม้ไปแล้ว 1 - 2 สัปดาห์ ต้นไม้ก็เริ่มฟื้นตัว บางต้นก็เริ่มผลิยอดอ่อนๆ ออกมาให้เห็น แสดงว่ารอดตายแล้ว

    saraburi01
    ตอนนี้บ่อที่ขุดไว้มีน้ำเกือบเต็มบ่อแล้ว สภาพน้ำใสสะอาด

    น่าลงไปว่ายเล่นมากครับ ต่อไปคงจะหาปลามาปล่อยให้โตตามธรรมชาติ

              หลังจากได้บ่อและปรับพื้นที่ที่ถมใหม่เรียบร้อยก็ต้องเริ่มวางท่อส่งน้ำ ซึ่งผมใช้ทั้งท่อพีวีซีและท่อพีอี ในส่วนของท่อพีวีซีนั้นผมทำเป็นท่อเมนต่อออกมาจากปั้มที่อยู่ริมบ่อ ส่วนท่อพีวีนั้นใช้ต่อแยกไปยังต้นไม้แต่ละต้น เรียกว่าพอเปิดปั้มน้ำปุ๊บ ต้นไม้ทุกต้นจะได้รับน้ำพร้อมกันทันที ทำให้ประหยัดแรงงาน ไม่ต้องจ้างใครมาคอยดูแลรดน้ำต้นไม้ เพราะสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด ปั้มน้ำได้ตามต้องการ ขอบอกก่อนนะครับว่า หลังจากที่ถมที่เสร็จแล้ว งานขั้นตอนต่อไปทั้งหมดนี่ผมทำเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ที่นั่นช่วยบ้างตามกำลังของท่าน เริ่มตั้งแต่การวางท่อส่งน้ำ เตรียมหลุมเพื่อปลูกต้นไม้ ซึ่งผมต้องการให้ต้นไม้อยู่ในแนวเดียวกันจึงทำหลุมปลูกห่างกันในระยะ 6 X 6 เมตร ซึ่งก็คิดว่าระยะห่างขนาดนี้ก็น่าจะเหมาะสมกับไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด แต่อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการนัก เพราะไม้แต่ละชนิดมีกิ่งก้านสาขา ทรงพุ่ม และความสูงต่างกัน การที่จะปลูกต้นไม้ที่มีระยะห่างเท่าๆ กันเป็นแถวแบบนี้ควรจะเป็นไม้ชนิดเดียวกันหมดถึงจะถูกต้อง แต่ที่ผมปลูกเป็นไม้ยืนต้นนานาพรรณ มีทั้งไม้ผล ไม้ดอก และไม้ให้ร่มเงา จึงอาจจะดูไม่สวยงามเหมือนไม้ชนิดเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าแต่ละแถวอาจจะมีต้นสูงบ้างเตี้ยบ้างคละๆ กันไป หวังว่าจะดูสวยแปลกๆ ไปอีกแบบครับ
              พอเตรียมหลุมเสร็จก็เริ่มปลูก โดยการไปหาซื้อพรรณไม้แถวๆ คลองชะอม จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเพาะพรรณไม้ที่หลากหลายในราคาขายส่ง ผมปลูกไปชนิดละ 2 ต้น เช่น ทุเรียนก้านยาว 2 ต้น หมอนทอง 2 ต้น ชะนี 2 ต้น มังคุด ละมุด ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง ฯลฯ เรียกว่าผลไม้ในเขตร้อนครบทุกชนิดก็ว่าได้ ก็หวังไว้ลึกๆ ว่า อีก 5 ปีข้างหน้า คงจะมีผลไม้ออกดอกออกผลให้ได้รับประทานกันตลอดทั้งปี นอกจากผลไม้ที่มีเกือบทุกชนิดแล้ว ก็มีไม้ดอกยืนต้นอีกเพียบ อาทิเช่น หางนกยูง อินทนิล ตะแบก ราชพฤกษ์ ปีบ จำปี บัวสวรรค์ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ชมพูพันทิพย์ ซึ่งมีคนพิเศษขอให้ปลูกไว้เพราะอีก 5 ปีข้างหน้าจะมาดูว่าปลูกไว้จริงหรือเปล่า (อย่าลืมสัญญานะครับ) ถึงตอนนี้ก็ปลูกเรียบร้อยหมดแล้ว และโชคดีที่ช่วงนี้มีฝนตกบ่อยๆ ทำให้ต้นไม้ที่เพิ่งปลูกได้ 1 – 2 สัปดาห์เริ่มฟื้นได้เร็ว บางต้นก็เริ่มออกยอดใหม่บ้างแล้ว ก็ทำให้คนปลูกชื่นใจครับ ที่ปลูกไปแล้วไม่ตายซะก่อน saraburi05
    ภาพนี้ถ่ายจากด้านหลังกระท่อมที่ใช้เป็นที่พักเฝ้าสวนในตอนกลางคืน กระท่อมอยู่ติดกับบ่อน้ำ ทำให้เย็นสบาย
    saraburi04
    ถ้ามองจากขอบบ่อท้ายสวน ก็จะเห็นกระท่อมตั้งอยู่โดดเดี่ยว ตกกลางคืนก็เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไร และกบเขียดร้องประสานเสียงกัน
              เวลาที่ผมไปค้างคืนที่บ้านสระบุรี เดี๋ยวนี้ผมก็ต้องไปนอนที่กระท่อมปลายสวนดังที่เห็นในภาพนั่นแหละครับ ได้บรรยากาศที่เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ ถึงแม้ตอนกลางวันจะร้อนไปหน่อยเพราะยังไม่มีร่มเงาของต้นไม้ แต่ตกตอนกลางคืน อากาศก็จะเย็นสบาย แถมยังมีกบมีเขียดร้องรำทำเพลงให้ฟังเสียงดังลั่นทุ่ง ช่างเป็นสภาพที่แตกต่างกับชีวิตของผมที่อยู่บ้านในกรุงเทพฯ แบบหน้ามือกับหลังมือเลย ถ้าจะถามว่าผมชอบแบบไหน ก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า ผมชอบธรรมชาติแบบนี้มากกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนในเมืองหลวงก็ตาม แต่มันคือชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก และในบั้นปลายของชีวิตผมก็คงจะอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ตลอดไป นี่แหละครับที่เรียกว่า back to the nature
          Send e-mail to me       Welcome to My Space

    FUJIFILM FINEPIX S100FS



    กล้องฟูจิฟิล์มรุ่น FINEPIX S100FS

    ห่างหายจากการอัพเดตสเปซไปนานพอสมควร วันนี้พอจะมีเวลาเลยขอเข้ามาเล่าอะไรให้ฟัง (เขียนให้อ่านมากกว่า) สืบเนื่องมาจากกล้องที่ใช้ติดตัวประจำคือ SONY CyberShot รุ่น DSC-W80 ความจริงเป็นกล้องที่ใช้ได้ดีตัวหนึ่งทีเดียว แต่ดันมาเกิดอาการป่วยหนักเกินกว่าจะเยียวยา เพราะอยู่ดีๆ โหมดถ่ายรูปก็ไม่ทำงานซะงั้น ปกติแล้วพอเปิด Power ก็สามารถทำงานได้เลย แต่ตอนนี้พอเปิด Power ก็จะมีเสียงขยับเลนซ์ดังกุกๆ กักๆ เสร็จแล้วก็จะขึ้นข้อความมาว่า Turn the power off and on again ก็ลองทำตามไม่รู้กี่ครั้งก็ไม่สามารถกู้ชีพขึ้นมาได้ เลยต้องนำส่งศูนย์บริการเพื่อตรวจอาการ หลังจากนั้นก็ได้รับแจ้งว่าแผงวงจรข้างในเสีย จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่และซ่อมแซมเป็นจำนวนเงินเกือบ 4 พันบาท โอ้แม่เจ้า!! (แอบอุทานในใจ) ตอนนี้ราคากล้องรุ่นนี้สามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 6 พันกว่าบาทเอง คิดว่าจะซ่อมไปทำไมซื้อใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ เพราะค่าซ่อมเกือบ 4 พันบาท ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะกลับมาใช้งานได้อีกนานสักเท่าไหร่ สรุปก็คือ ตัดสินใจทิ้งมันซะเลย เพราะซ่อมยังไงก็ไม่คุ้มแน่ๆ นี่แหละหนา Technology เขาบอกว่ายิ่งมีขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเสียหายได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น ไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า แต่ส่วนมากที่ประสบมามักเป็นเช่นนั้น

    เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาเลยมีโอกาสได้ไปด้อมๆ มองๆ กล้องตัวใหม่ คราวนี้คิดว่าไม่ซื้อแล้วกล้อง Compact กะว่าจะลองดูกล้องประเภท D-SLR (Digital - Single Lens Reflex) หรือกล้องสำหรับมืออาชีพ แต่มาคิดดูเราคงไม่ใช่มืออาชีพ ที่จะไปลงทุนซื้อกล้องขนาดนั้นมาใช้ เพราะถ้าหันไปเล่นกล้อง D-SLR เมื่อไหร่รับรองกิเลสต้องตามมาโดยการซื้อเลนส์และอุปกรณ์เสริมเพิ่มอีกหลายตัว และนั่นหมายถึงงบต้องบานปลายอีกไม่รู้จบสิ้น คิดได้อย่างนั้นเลยหันมองหากล้องที่เขาเรียกว่า D-SLR Like คือประเภทกึ่งมืออาชีพ เป็นกล้อง Compact ที่มีขนาดและรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กับกล้อง D-SLR จะต่างกับกล้อง D-SLR ก็ตรงที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเลนซ์ได้ แต่การทำงานจะดีกว่ากล้อง Compact ทั่วไปหรือเกือบเทียบเท่าความสามารถของกล้อง D-SLR เลยทีเดียว เดินหาอยู่นานก็มาสะดุดที่ FUJIFILM รุ่น FINEPIX S100FS ซึ่งเป็นกล้อง D-SLR Like ที่ได้รับการพัฒนามาให้มือสมัครเล่นที่อยากเป็นมืออาชีพอย่างผมโดยแท้ ฮ่าๆๆๆๆ ที่บอกว่าสะดุดตา เพราะรูปร่างหน้าตาครั้งแรกที่เห็น ผมก็นึกว่าต้องเป็นกล้อง D-SLR แน่ๆ พอมาดู Specification ของกล้องปรากฏว่าเป็นแค่ D-SLR Like แต่ไม่ธรรมดาเพราะมีจุดเด่นที่ผมอยากได้ในกล้องตัวเดียวครบครันก็ว่าได้ เช่น เป็นกล้องที่สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือวีดิโอคลิปได้ด้วย ซึ่งปกติกล้อง D-SLR จะไม่มี และที่พิเศษกว่ากล้อง Compact ที่สามารถถ่ายวีดิโอคลิปได้ก็คือ สามารถใช้ซูมเลนซ์ในขณะถ่ายวีดิโอคลิปได้เช่นกัน คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่โดนใจก็คือ กล้องรุ่นนี้เขามีต่อท้ายด้วย FS (Film Simulation) หรือที่ทาง FUJIFILM เขาบอกว่า "กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่หัวใจฟิล์ม" คือมีโหมดให้เราเลือกถ่ายภาพที่เสมือนใช้ฟิล์มที่มีชื่อเสียงของ FUJIFILM เช่น Provia, Velvia เป็นต้น ภาพที่ถ่ายออกมาก็จะมีสีสรรสดใสเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์เลยที่เดียว (เขาว่าแบบนั้นนะแต่ผมยังไม่ได้ลอง) จุดเด่นอีกตัวหนึ่งที่โดนใจคือค่า ISO Sensitivity หรือค่าความไวแสงของตัว Image Sensor เนื่องจาก FUJIFILM ใช้ตัว Image Sensor เป็น Super CCD ขนาด 2/3 นิ้ว ที่สามารถรับความไวแสงได้ถึง ISO10000 แต่ในความเป็นจริงคงไม่ค่อยได้ใช้หรอก เพราะถ้า ISO สูงขนาดนั้นภาพที่ได้คงจะมี Noise มากมายพอสมควร แต่ที่โดนใจเพราะอย่างน้อยถ้าตัว Image Sensor มีค่าความไวแสงได้มากก็แสดงว่าสามารถถ่ายภาพในที่มีแสงน้อยได้โดยไม่ต้องใช้แฟลซได้อย่างสบายๆ คุณสมบัติของกล้องตัวนี้อีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบก็คือ เลนซ์ของ FUJINON ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Wide-angle จนถึง Telephoto ได้ เพราะมี Focal Length ระหว่าง f=7.1 mm. ถึง f=101.5 mm. หรือเทียบเท่า 28 mm. - 400 mm. สำหรับกล้อง 35 mm. เลยทีเดียว ทำให้มีกำลังขยายหรือซูมได้ 14.3 เท่า หรือที่เรียกกันว่า Optical Zoom นั่นแหละ ตัวเลนซ์ก็สามารถใช้มือหมุนในการซูมได้เหมือนกับเลนซ์ของกล้อง D-SLR เช่นกัน แถมยังมีวงแหวนที่ใช้ในการปรับโฟกัสในโหมด Manual ด้วย ซึ่งจะทำให้มีความรู้สึกเหมือนใช้กล้อง D-SLR ในการถ่ายภาพเช่นกัน เลนซ์ของ FUJIFILM รุ่นนี้สามารถถ่ายภาพแบบ Macro หรือ Close-up ใด้ในระยะใกล้สุดที่ 1 ซม. ก็ถือว่าโอเคแล้วสำหรับผม เมื่อคิดว่ากล้องตัวนี้น่าจะตอบโจทย์และความต้องการของผมได้ ก็เลยลองแวะดูราคาและของแถมในแต่ละร้าน ปรากฏว่าราคาก็ไม่ต่างกัน แต่อาจจะมีของแถมที่ต่างกันไปในแต่ละร้าน อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับการเจรจาของผู้ซื้อเอง สุดท้ายผมก็ตัดสินใจซื้อที่ร้าน PowerBuy เพราะได้ของแถมที่ถูกใจมากกว่าที่อื่น

    ด้านหน้า - FUJIFILM FINEPIX S100FS พร้อมเลนซ์ 28 mm. - 400 mm.

     

    ด้านหลัง - FUJIFILM FINEPIX S100FS พร้อมเลนซ์ 28 mm. - 400 mm.

    เมื่อได้ถอยมาครอบครองสมใจอยากแล้ว ก็ต้องมาเสียเวลานั่งอ่านคู่มือการใช้ เพราะเกิดมาก็ยังไม่เคยใช้กล้องกึ่งมืออาชีพแบบนี้มาก่อน อ่านไปก็มึนไปกับศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ แต่ถ้าไม่อ่านก็จะยิ่งทำให้เราไม่สามารถใช้คุณสมบัติต่างๆ ของกล้องได้เต็มที่เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถในการใช้งานมากมาย แต่เราเอามาแค่โทรฯ ออก และรับสายเข้าเท่านั้น ก็ไม่รู้จะซื้อแพงๆ ไปทำไม หลังจากที่ได้นั่งอ่านและทำความเข้าใจกับระบบต่างๆ ของกล้องแล้ว ก็ได้เวลาลองทดสอบซะที พอดีเมื่อคืนที่ผ่านมา หรือเช้ามืดของวันที่ 21 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 02.20 น. เป็นเวลาที่ผมยังได้เข้านอน เลยออกไปเดินนอกระเบียง หันหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออกก็เห็นพระจันทร์ข้างแรม เลยเกิดความคิดว่าถ้าลองเอากล้องที่ซื้อมาถ่ายรูปดวงจันทร์มันจะเห็นอะไรบ้าง คิดได้ดังนั้นก็เลยหยิบกล้องขึ้นมานั่งลงปรับโหมดการถ่ายรูปไปที่ S หรือ Shutter Priority หรือโหมดที่สามารถเลือกปรับความเร็วของชัตเตอร์ได้ ผมตั้งค่าความไวแสงไว้ต่ำที่ ISO100 เพื่อไม่ให้แสงของดวงจันทร์จ้าจนมองไม่เห็นรายละเอียด โดยกำหนดความเร็วชัตเตอร์ไว้ที่ 1/256 วินาที โดยเป็นรูรับแสง (Aperture) ไว้ที่ f/5.3 ซึ่งเป็นรูรับแสงที่กล้างสุดของเลนซ์ที่ระยะซูมสูงสุดที่ 400 mm. ซึ่งจะได้ภาพออกมาน่าทึ่งมากๆ เพราะไม่เคยคิดว่ากล้องธรรมดาแบบนี้จะสามารถถ่ายภาพดวงจันทร์แล้วเห็นรายละเอียดพื้นผิวที่เป็นหลุมเป็นบ่อได้ชัดเจนขนาดนี้ ครั้งแรกที่ Preview ดูยังแทบไม่เชื่อเลยว่ามันจะเป็นไปได้ นี่ถ้าใช้ขาตั้งกลล้องแล้วใช้สายลั่นชัตเตอร์ก็คงจะได้ภาพที่คมชัดมากกว่านี้ ลองชอมภาพกันดูนะครับ ภาพที่นำมาให้ดูได้ผ่านการลดขนาดลงแล้ว เพราะต้นฉบับๆ ถ่ายไว้ที่ความละเอียด 11 ล้านพิกเซล ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพด้อยลงไปบ้าง แต่ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี

    ภาพถ่ายพระจันทร์เมื่อเช้ามืดวันที่ 21 ตุลาคม 2551
    เวลาประมาณ 02.20 น. ณ. ท้องฟ้าทิศตะวันออกของกรุงเทพ
    S=1/256 วินาที F=5.3 ISO=100 ระยะซูมเต็มที่ 400 mm.

    S=1/208 วินาที F=5.3 ISO=100 ระยะซูมเต็มที่ 400 mm.
    ความไวชัตเตอร์ช้าลงทำให้ภาพสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย

    ภาพถ่ายพระจันทร์คืนวันลอยกระทง วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551
    เวลาประมาณ 19.44 น. ณ. ท้องฟ้าทิศตะวันออกของกรุงเทพ
    S=1/640 วินาที F=5.3 ISO=100 ระยะซูมเต็มที่ 400 mm.

    ภาพถ่ายพระจันทร์คืนวันลอยกระทง วันที่ 12 พฤศจิกายน 2551
    เวลาประมาณ 19.45 น. ณ. ท้องฟ้าทิศตะวันออกของกรุงเทพ
    S=1/250 วินาที F=5.3 ISO=100 ระยะซูมเต็มที่ 400 mm.

    Live Chat on MSN Messenger Send e-mail to me  ListedOnBlogShares  Welcome to My Space